วิธีเคลมประกันรถยนต์ สำหรับมือใหม่ ทุกขั้นตอนง่ายๆ ได้เงินเคลมไว

อุบัติเหตุบนท้องถนน ถือเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ผู้ขับขี่ทุกคนหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การเตรียมความพร้อมและรับมืออย่างทันท่วงทีด้วย "ประกันรถยนต์" จะช่วยบรรเทาความเสียหายและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งซื้อรถและทำประกันรถยนต์เป็นครั้งแรก อาจยังไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการเคลม DirectAsia เข้าใจความกังวลนี้ดี จึงได้รวบรวมวิธีเคลมประกันรถยนต์สำหรับมือใหม่แบบละเอียด เข้าใจง่าย ช่วยให้การเคลมประกันเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยาก และได้รับเงินเคลมประกันอย่างรวดเร็ว
ทำความเข้าใจ "การเคลมประกันรถยนต์" อย่างละเอียด ประเภท และขั้นตอนการเคลม
การเคลมประกันรถยนต์ คือ กระบวนการที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ดำเนินการเพื่อขอรับสิทธิ์จากบริษัทประกันภัย ในการซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ โดยความคุ้มครองในการซ่อมแซมจะขึ้นอยู่กับประเภทของประกันรถยนต์ที่ท่านเลือก ซึ่งรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขต่างๆ จะระบุไว้อย่างชัดเจนในกรมธรรม์ประกันภัย
ประเภทของการเคลมประกันรถยนต์
การเคลมประกันรถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
- การเคลมสด: คือ การแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย ณ จุดเกิดเหตุทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย เดินทางมาประเมินความเสียหาย และดำเนินการตามขั้นตอนการเคลม ณ สถานที่เกิดเหตุ
- การเคลมแห้ง: คือ การแจ้งเคลมภายหลังเกิดเหตุการณ์ โดยผู้เอาประกันภัย จะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ บันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ และยื่นเอกสารประกอบการเคลมต่อบริษัทประกันภัย
การเลือกสถานที่ซ่อมรถยนต์
นอกจากประเภทของการเคลมแล้ว ผู้เอาประกันภัย ยังสามารถเลือกสถานที่ซ่อมรถยนต์ได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
- การเคลมอู่: คือ การนำรถยนต์เข้าซ่อม ณ อู่ซ่อมรถยนต์ในเครือบริษัทประกันภัย หรืออู่นอกเครือ (ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์) โดยทั่วไป การเคลมอู่ในเครือ จะไม่ต้องสำรองจ่ายค่าซ่อม
- การเคลมศูนย์: คือ การนำรถยนต์เข้าซ่อม ณ ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งข้อดีของการเคลมศูนย์ คือ มั่นใจได้ว่าจะได้รับอะไหล่แท้ และมาตรฐานการซ่อมที่ได้คุณภาพ โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องสำรองจ่ายเช่นกัน
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกสถานที่ซ่อม
- ความรุนแรงของความเสียหาย: หากรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก อาจพิจารณาเคลมศูนย์ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพงานซ่อม
- ระยะเวลาในการซ่อม: ศูนย์บริการอาจใช้ระยะเวลาในการซ่อมนานกว่าอู่ เนื่องจากมีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด และอาจต้องรออะไหล่นานกว่า
- ความสะดวกในการเดินทาง: เลือกสถานที่ซ่อมที่เดินทางสะดวก ใกล้บ้าน หรือที่ทำงาน
คำแนะนำเพิ่มเติม
- ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของท่านให้เข้าใจ โดยเฉพาะในส่วนของความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และขั้นตอนการเคลม
- หากเกิดอุบัติเหตุ ควรตั้งสติ และรวบรวมหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อประกอบการเคลมประกันภัย
- ติดต่อสอบถามบริษัทประกันภัย หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอน หรือเอกสารประกอบการเคลม
เช็คลิสต์! สิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนแจ้งเคลมประกันรถยนต์
อุบัติเหตุบนท้องถนน มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ประสบเหตุ แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ รวบรวมข้อมูล และเตรียมเอกสารที่จำเป็น เพื่อให้การแจ้งเคลมประกันรถยนต์ เป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลและเอกสารที่ควรเตรียมก่อนแจ้งเคลม
1.ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ บันทึกรายละเอียดของอุบัติเหตุให้ครบถ้วน เช่น
- สถานที่เกิดเหตุ: ระบุชื่อถนน ซอย จุดสังเกต หรือพิกัด GPS
- วันและเวลาที่เกิดเหตุ: ระบุวัน เดือน ปี และเวลาที่เกิดเหตุการณ์อย่างชัดเจน
- ลักษณะของอุบัติเหตุ: อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ชนกับรถยนต์ ชนกับสิ่งกีดขวาง รถเสียหลัก
- ความเสียหายของรถยนต์: บันทึกรายละเอียดความเสียหาย เช่น กันชนหน้าแตก ไฟหน้าขวาแตก กระจกหน้าร้าว
- คู่กรณี: ระบุว่ามีคู่กรณีหรือไม่ หากมีให้บันทึกข้อมูลตามข้อ 2
- ผู้บาดเจ็บ: ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมีให้บันทึกรายละเอียด เช่น ชื่อ เบอร์ติดต่อ อาการบาดเจ็บ
2.ข้อมูลของคู่กรณี หากมีคู่กรณี ให้บันทึกข้อมูล ดังนี้
- ชื่อ-นามสกุล
- หมายเลขโทรศัพท์
- หมายเลขทะเบียนรถยนต์
- ยี่ห้อ รุ่น และสีของรถยนต์
- ข้อมูลพยานที่เห็นเหตุการณ์ (ถ้ามี)
- จำนวนผู้โดยสารในรถยนต์ของคู่กรณี
- ข้อมูลบุคคลภายนอกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
3.รายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัย เตรียมเอกสารและข้อมูล ดังนี้
- กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
- ข้อมูลส่วนตัวของผู้เอาประกันภัย เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
- หมายเลขกรมธรรม์
- เลขที่ใบบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ (ถ้ามี)
การเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมก่อนแจ้งเคลม จะช่วยให้กระบวนการเคลมประกันภัย เป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
3 ประเภท "การเคลมประกันรถยนต์" ที่ควรรู้
การเคลมประกันรถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ โดยพิจารณาจากลักษณะของอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดขึ้น และระยะเวลาในการแจ้งเคลม ซึ่งการเข้าใจประเภทของการเคลม จะช่วยให้ผู้เอาประกันภัย สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ
เคลมประกันรถยนต์แบบสด (Fresh Claim): คู่มือสำหรับมือใหม่
"เคลมสด" คือ การแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ ณ จุดเกิดเหตุ ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย เพื่อให้เดินทางมาประเมินความเสียหาย และดำเนินการออกใบเคลมให้ ณ สถานที่เกิดเหตุ ซึ่งใบเคลมนี้จะมีอายุ 1 ปี
ประเภทของการเคลมสด
- แบบมีคู่กรณี: เกิดจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถคันอื่น เช่น การเฉี่ยวชน การปะทะ การถูกชนแล้วหนี
- แบบไม่มีคู่กรณี: เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการชนกับรถคันอื่น เช่น รถเสียหลักชนต้นไม้ รถตกข้างทาง รถชนสิ่งกีดขวาง ไฟไหม้รถยนต์ หรือภัยธรรมชาติ
ขั้นตอนการเคลมแบบสด
- ตั้งสติ: เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ ตรวจสอบความปลอดภัยของตนเองและผู้โดยสาร
- บันทึกหลักฐาน: ถ่ายภาพหรือวิดีโอ ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน โดยควรบันทึกภาพ เช่น ตำแหน่งรถยนต์ ความเสียหายของรถ ร่องรอยบนพื้นถนน ป้ายทะเบียนรถคู่กรณี (ถ้ามี)
- ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ: หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือหน่วยกู้ชีพ เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด
- ติดต่อบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งบริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี) และรายละเอียดกรมธรรม์ เพื่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ
- รอเจ้าหน้าที่: เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยมาถึง จะดำเนินการตรวจสอบความเสียหาย ประเมินราคา และออกใบเคลมให้
เอกสารที่ใช้ในการเคลม
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบอนุญาตขับขี่
- สมุดทะเบียนรถยนต์
- กรมธรรม์ประกันภัย
- ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย)
ข้อดีของการเคลมสด
- เจ้าหน้าที่ประกันภัยจะได้เห็นสภาพเหตุการณ์จริง ซึ่งช่วยให้การพิจารณาเคลมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยุติธรรม
- ลดความยุ่งยากในการรวบรวมหลักฐาน และติดต่อประสานงาน
- ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ณ จุดเกิดเหตุ
คำแนะนำเพิ่มเติม
- อย่าเคลื่อนย้ายรถยนต์ เว้นแต่มีความจำเป็น เช่น กีดขวางการจราจร หรือเพื่อความปลอดภัย
- ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
- หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยได้ทันที
เคลมประกันรถยนต์แบบแห้ง (Dry Claim): ทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว
"เคลมแห้ง" คือ การแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุไปแล้วระยะหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ จะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายไม่รุนแรง ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถนำรถเข้าซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการ แล้วจึงแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยในภายหลังได้
ลักษณะของอุบัติเหตุที่มักเคลมแบบแห้ง
- มีคู่กรณี: เช่น เฉี่ยวชนกับรถคันอื่น แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ และตกลงกันได้
- ไม่มีคู่กรณี: เช่น ขับรถไปเฉี่ยวชนกับสิ่งกีดขวาง รถเสียหลักเล็กน้อย
ขั้นตอนการเคลมแบบแห้ง
- ตรวจสอบความเสียหาย: สำรวจความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของเหตุการณ์
- แจ้งบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดความเสียหาย วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของอุบัติเหตุ และข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี)
- แจ้งข้อมูลกรมธรรม์: แจ้งหมายเลขกรมธรรม์ และข้อมูลส่วนตัวของผู้เอาประกันภัย
- นัดหมายเข้าซ่อม: ระบุวันเวลา และสถานที่ ที่ต้องการนำรถเข้าซ่อม (อู่ในเครือ หรือศูนย์บริการ)
- นำรถเข้าซ่อม: นำรถยนต์เข้าซ่อม ณ อู่หรือศูนย์บริการที่ได้นัดหมายไว้ พร้อมยื่นเอกสารประกอบการเคลม
เอกสารที่ใช้ในการเคลม
เอกสารที่ใช้ในการเคลมแบบแห้ง จะเหมือนกับการเคลมแบบสด ได้แก่
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบอนุญาตขับขี่
- สมุดทะเบียนรถยนต์
- กรมธรรม์ประกันภัย
- ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย หรืออู่ซ่อมรถ
ข้อดีของการเคลมแบบแห้ง
- สะดวก รวดเร็ว: ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย ณ จุดเกิดเหตุ
- ประหยัดเวลา: สามารถนำรถเข้าซ่อมได้ทันที
- เหมาะกับอุบัติเหตุเล็กน้อย: ที่ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ณ จุดเกิดเหตุ
คำแนะนำเพิ่มเติม
- ถ่ายภาพความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการเคลม
- แจ้งบริษัทประกันภัยก่อนนำรถเข้าซ่อม เพื่อยืนยันสิทธิ์ และขั้นตอนการเคลม
- เลือกอู่ซ่อมรถยนต์ในเครือบริษัทประกันภัย เพื่อความสะดวก และไม่ต้องสำรองจ่าย
เคลมประกันรถยนต์ กรณีรถยนต์เสียหายหนัก ทางเลือกและขั้นตอนการดำเนินการ
อุบัติเหตุรุนแรงที่ทำให้รถยนต์เสียหายทั้งคัน หรือเสียหายโดยสิ้นเชิง เป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และสร้างความกังวลใจให้กับเจ้าของรถ แต่หากท่านมีประกันภัยรถยนต์ ก็จะช่วยบรรเทาความเสียหาย และลดภาระค่าใช้จ่ายได้
การพิจารณาความเสียหาย
บริษัทประกันภัย จะประเมินความเสียหายของรถยนต์ โดยพิจารณาจาก
- ความเสียหายโดยสิ้นเชิง: หากความเสียหายสูงกว่า 70% ของทุนประกัน จะถือว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งท่านจะไม่สามารถนำรถยนต์กลับมาใช้งานได้อีก
- ความเสียหายบางส่วน: หากความเสียหายน้อยกว่า 70% ของทุนประกัน จะถือว่าเป็นความเสียหายบางส่วน ซึ่งท่านสามารถนำรถยนต์เข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมได้
ทางเลือกเมื่อรถยนต์เสียหายโดยสิ้นเชิง
โอนซากรถ ท่านสามารถเลือกโอนซากรถให้กับบริษัทประกันภัย เพื่อรับเงินชดเชยตามทุนประกันภัย ณ ขณะที่ทำประกัน โดยบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 80% ของราคาตลาด และกรมธรรม์จะสิ้นสุดความคุ้มครองทันที
ตัวอย่าง: ทุนประกัน 1,000,000 บาท บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 800,000 บาท
ไม่โอนซากรถ: ท่านสามารถเลือกที่จะไม่โอนซากรถให้กับบริษัทประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยจะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ 65-70% ของทุนประกันภัย ณ ขณะที่ทำประกัน แต่ไม่น้อยกว่า 80% ของราคาตลาด
ตัวอย่าง: ทุนประกัน 1,000,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 800,000 บาท บริษัทประกันภัยจะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนประมาณ 520,000 - 560,000 บาท
ทางเลือกเมื่อรถยนต์เสียหายบางส่วน
บริษัทประกันภัยจะเสนอทางเลือกให้ท่าน เช่น
- ซ่อมรถ: นำรถยนต์เข้าซ่อมที่อู่ซ่อมรถยนต์ในเครือ หรือศูนย์บริการ เพื่อให้รถยนต์กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับเดิมมากที่สุด
- เปลี่ยนรถยนต์มือสอง: เปลี่ยนเป็นรถยนต์มือสองที่มีสภาพเดียวกับก่อนเกิดเหตุ
- รับเงินชดเชย: รับเงินสดเป็นค่าชดเชยแทนการซ่อม
ทั้งนี้ ทางเลือกที่ท่านจะได้รับ จะขึ้นอยู่กับลักษณะของกรมธรรม์ และเงื่อนไขที่ระบุไว้
ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ กรณีรถยนต์เสียหายหนัก
ขั้นตอนการเคลม จะคล้ายกับการเคลมแบบสด ดังนี้
- ตรวจสอบความเสียหาย: สำรวจความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของเหตุการณ์ รวมถึงจดจำหรือบันทึกหมายเลขทะเบียนรถคู่กรณี (ถ้ามี)
- ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ: หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือหน่วยกู้ชีพ เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด
- แจ้งบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี) และรายละเอียดกรมธรรม์ เพื่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ หรือแจ้งความประสงค์ในการเคลม
- รอเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย จะดำเนินการตรวจสอบความเสียหาย ประเมินราคา และออกใบเคลมให้ หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเคลม
เอกสารที่ใช้ในการเคลม
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบอนุญาตขับขี่
- สมุดทะเบียนรถยนต์
- กรมธรรม์ประกันภัย
- ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย หรืออู่ซ่อมรถ)
คำแนะนำเพิ่มเติม
- ตั้งสติ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย
- ถ่ายภาพหรือวิดีโอ เพื่อบันทึกเหตุการณ์และความเสียหาย
- ศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจ
- หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยได้
ระยะเวลาการจ่ายเงินเคลมประกันรถยนต์: รับเงินชดเชยเมื่อไหร่?
หลังจากเกิดอุบัติเหตุ และดำเนินการเคลมประกันภัยรถยนต์แล้ว คำถามที่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่มักสงสัย คือ "เมื่อไหร่จะได้รับเงินชดเชย?"
ระยะเวลาในการจ่ายเงินเคลมประกันรถยนต์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทของการเคลม ความซับซ้อนของคดี ความครบถ้วนของเอกสาร และขั้นตอนการพิจารณาของบริษัทประกันภัย
ระยะเวลาโดยทั่วไป
โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยจะใช้ระยะเวลาในการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน ดังนี้
ประกันภัยภาคสมัครใจ: ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารการเคลมที่ถูกต้องและครบถ้วน และได้มีการเจรจายุติค่าสินไหมทดแทนแล้ว
ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารการเคลมที่ถูกต้องและครบถ้วน และได้มีการเจรจายุติค่าสินไหมทดแทนแล้ว
ปัจจัยที่อาจทำให้การจ่ายเงินล่าช้า
- เอกสารไม่ครบถ้วน: หากเอกสารประกอบการเคลมไม่ครบถ้วน หรือไม่ถูกต้อง บริษัทประกันภัยอาจต้องติดต่อขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การพิจารณาและจ่ายเงินล่าช้าออกไป
- คดีมีความซับซ้อน: เช่น กรณีมีผู้บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต อาจต้องใช้เวลาในการสอบสวน และพิจารณาความรับผิด
- การประเมินความเสียหาย: หากรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก อาจต้องใช้เวลาในการประเมินความเสียหาย และพิจารณาค่าซ่อม
- ข้อพิพาท: หากมีข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย อาจต้องใช้เวลาในการเจรจา หรือดำเนินการทางกฎหมาย
คำแนะนำ
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน: ก่อนยื่นเอกสาร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารครบถ้วน และถูกต้อง
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และครบถ้วน แก่บริษัทประกันภัย
- ติดตามสถานะ: สอบถาม และติดตามสถานะการเคลมกับบริษัทประกันภัยเป็นระยะ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำ สามารถปรึกษานายหน้าประกันภัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
รู้ไว้ก่อนเคลม! กรณีที่ "ประกันรถยนต์" ไม่คุ้มครอง
แม้ว่าประกันรถยนต์ จะให้ความคุ้มครองครอบคลุม แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการ ที่บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดชอบ ซึ่งผู้เอาประกันภัยควรศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจ เพื่อป้องกันปัญหา และความผิดหวัง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
กรณีที่ประกันรถยนต์ไม่รับเคลม
- ใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมาย: เช่น ขนยาเสพติด ขนอาวุธเถื่อน ใช้รถยนต์ในการปล้นทรัพย์ หรือขับรถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่
- ใช้รถยนต์แข่งขัน: ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในสนามที่ถูกกฎหมาย หรือนอกสนาม
- ขับขี่รถยนต์นอกอาณาเขต: เช่น ขับรถยนต์ออกนอกประเทศไทย โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์
- ขับขี่รถยนต์ขณะมึนเมา: มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
- ไม่มีใบอนุญาตขับขี่: หรือใช้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ มาขับขี่รถยนต์
- ความเสียหายจากวัตถุปรมาณู: เช่น การระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์
- เหตุการณ์ความไม่สงบ: เช่น ภาวะสงคราม การปฏิวัติ การก่อการร้าย ที่ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายจากกระสุน หรือระเบิด
- ใช้รถยนต์ผิดประเภท: เช่น นำรถยนต์ส่วนบุคคล ไปใช้รับจ้าง หรือขนส่งสินค้า
- ความเสียหายจากการลากจูง: เช่น นำรถยนต์ที่เสีย ไปลากจูงเข้าอู่ แล้วเกิดความเสียหายเพิ่มเติมระหว่างลากจูง
สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเคลมประกันรถยนต์
- ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์: ทำความเข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และขั้นตอนการเคลม
- รวบรวมหลักฐาน: บันทึกภาพ วิดีโอ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ
- แจ้งบริษัทประกันภัย: แจ้งเหตุการณ์ และรายละเอียดต่างๆ ให้กับบริษัทประกันภัยโดยเร็วที่สุด
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และครบถ้วน แก่บริษัทประกันภัย
- เลือกบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือ: พิจารณาเลือกบริษัทประกันภัยที่ติดต่อได้ง่าย มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง
การเตรียมความพร้อม และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์ จะช่วยให้ท่านสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์
มองหาประกันรถยนต์ที่เคลมง่าย คุ้มครองครอบคลุม? DirectAsia คือคำตอบ!
DirectAsia พร้อมดูแลคุณด้วยประกันรถยนต์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว และเชื่อถือได้
ทำไมต้องเลือกประกันรถยนต์กับ DirectAsia?
- เคลมง่าย: DirectAsia มีขั้นตอนการเคลมที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
- คุ้มครองครอบคลุม: เลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการ ตั้งแต่ประกันภัยชั้น 1 ถึงประกันภัยชั้น 3+
- อู่ในเครือคุณภาพ: มีอู่ในเครือที่ได้มาตรฐาน มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการรถยก บริการเติมน้ำมัน บริการซ่อมรถฉุกเฉิน
- ผ่อนชำระ 0%: ผ่อนชำระเบี้ยประกันสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้
ประกันรถยนต์แนะนำจาก DirectAsia
- ประกันรถยนต์ชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมทุกความเสียหาย ทั้งรถยนต์ ตัวผู้ขับขี่ และคู่กรณี พร้อมอู่ในเครือคุณภาพ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+: คุ้มครองรถหาย ไฟไหม้ และความเสียหายต่อตัวรถยนต์และคู่กรณี พร้อมวงเงินคุ้มครองสูงสุด 2 เท่าของทุนประกัน และไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก
- ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+: คุ้มครองความเสียหายต่อคู่กรณี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และรับประกันความพึงพอใจ
สนใจประกันรถยนต์จาก DirectAsia?
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ โทร. 02-767-7777 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คลิก https://www.directasia.co.th/