What can we help you with?

วิธีเคลมประกันรถยนต์ สำหรับมือใหม่ ทุกขั้นตอนง่ายๆ ได้เงินเคลมไว

การเคลมประกันรถ

อุบัติเหตุบนท้องถนน ถือเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ผู้ขับขี่ทุกคนหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การเตรียมความพร้อมและรับมืออย่างทันท่วงทีด้วย "ประกันรถยนต์" จะช่วยบรรเทาความเสียหายและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้

แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งซื้อรถและทำประกันรถยนต์เป็นครั้งแรก อาจยังไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการเคลม  DirectAsia เข้าใจความกังวลนี้ดี จึงได้รวบรวมวิธีเคลมประกันรถยนต์สำหรับมือใหม่แบบละเอียด เข้าใจง่าย ช่วยให้การเคลมประกันเป็นเรื่องง่าย  ไม่ยุ่งยาก และได้รับเงินเคลมประกันอย่างรวดเร็ว

ทำความเข้าใจ "การเคลมประกันรถยนต์" อย่างละเอียด ประเภท และขั้นตอนการเคลม 

การเคลมประกันรถยนต์ คือ กระบวนการที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ ดำเนินการเพื่อขอรับสิทธิ์จากบริษัทประกันภัย ในการซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ  โดยความคุ้มครองในการซ่อมแซมจะขึ้นอยู่กับประเภทของประกันรถยนต์ที่ท่านเลือก  ซึ่งรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขต่างๆ จะระบุไว้อย่างชัดเจนในกรมธรรม์ประกันภัย

ประเภทของการเคลมประกันรถยนต์

การเคลมประกันรถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. การเคลมสด: คือ การแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย ณ จุดเกิดเหตุทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย เดินทางมาประเมินความเสียหาย และดำเนินการตามขั้นตอนการเคลม ณ สถานที่เกิดเหตุ
  2. การเคลมแห้ง: คือ การแจ้งเคลมภายหลังเกิดเหตุการณ์ โดยผู้เอาประกันภัย จะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ บันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ และยื่นเอกสารประกอบการเคลมต่อบริษัทประกันภัย

การเลือกสถานที่ซ่อมรถยนต์

นอกจากประเภทของการเคลมแล้ว  ผู้เอาประกันภัย ยังสามารถเลือกสถานที่ซ่อมรถยนต์ได้ 2 รูปแบบ  ดังนี้

  1. การเคลมอู่: คือ การนำรถยนต์เข้าซ่อม ณ อู่ซ่อมรถยนต์ในเครือบริษัทประกันภัย หรืออู่นอกเครือ (ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์) โดยทั่วไป การเคลมอู่ในเครือ จะไม่ต้องสำรองจ่ายค่าซ่อม
  2. การเคลมศูนย์: คือ การนำรถยนต์เข้าซ่อม ณ ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ซึ่งข้อดีของการเคลมศูนย์ คือ มั่นใจได้ว่าจะได้รับอะไหล่แท้ และมาตรฐานการซ่อมที่ได้คุณภาพ โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องสำรองจ่ายเช่นกัน

ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกสถานที่ซ่อม

  • ความรุนแรงของความเสียหาย: หากรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก อาจพิจารณาเคลมศูนย์ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพงานซ่อม
  • ระยะเวลาในการซ่อม: ศูนย์บริการอาจใช้ระยะเวลาในการซ่อมนานกว่าอู่ เนื่องจากมีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด และอาจต้องรออะไหล่นานกว่า
  • ความสะดวกในการเดินทาง: เลือกสถานที่ซ่อมที่เดินทางสะดวก ใกล้บ้าน หรือที่ทำงาน

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของท่านให้เข้าใจ โดยเฉพาะในส่วนของความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และขั้นตอนการเคลม
  • หากเกิดอุบัติเหตุ ควรตั้งสติ และรวบรวมหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อประกอบการเคลมประกันภัย
  • ติดต่อสอบถามบริษัทประกันภัย หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอน หรือเอกสารประกอบการเคลม

เช็คลิสต์! สิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนแจ้งเคลมประกันรถยนต์  

 

การเคลมประกันรถยนต์ คือ การนำรถที่เสียหายจากอุบัติเหตุและภัยต่างๆ มาซ่อม

 

อุบัติเหตุบนท้องถนน มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน  และสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ประสบเหตุ  แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ  รวบรวมข้อมูล  และเตรียมเอกสารที่จำเป็น  เพื่อให้การแจ้งเคลมประกันรถยนต์ เป็นไปอย่างราบรื่น  และมีประสิทธิภาพ

 

ข้อมูลและเอกสารที่ควรเตรียมก่อนแจ้งเคลม

1.ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ  บันทึกรายละเอียดของอุบัติเหตุให้ครบถ้วน  เช่น

  • สถานที่เกิดเหตุ: ระบุชื่อถนน ซอย จุดสังเกต หรือพิกัด GPS
  • วันและเวลาที่เกิดเหตุ: ระบุวัน เดือน ปี และเวลาที่เกิดเหตุการณ์อย่างชัดเจน
  • ลักษณะของอุบัติเหตุ: อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ชนกับรถยนต์ ชนกับสิ่งกีดขวาง รถเสียหลัก
  • ความเสียหายของรถยนต์: บันทึกรายละเอียดความเสียหาย เช่น กันชนหน้าแตก ไฟหน้าขวาแตก กระจกหน้าร้าว
  • คู่กรณี: ระบุว่ามีคู่กรณีหรือไม่ หากมีให้บันทึกข้อมูลตามข้อ 2
  • ผู้บาดเจ็บ: ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมีให้บันทึกรายละเอียด เช่น ชื่อ เบอร์ติดต่อ อาการบาดเจ็บ

2.ข้อมูลของคู่กรณี  หากมีคู่กรณี ให้บันทึกข้อมูล ดังนี้

  • ชื่อ-นามสกุล
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • หมายเลขทะเบียนรถยนต์
  • ยี่ห้อ รุ่น และสีของรถยนต์
  • ข้อมูลพยานที่เห็นเหตุการณ์ (ถ้ามี)
  • จำนวนผู้โดยสารในรถยนต์ของคู่กรณี
  • ข้อมูลบุคคลภายนอกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

3.รายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัย  เตรียมเอกสารและข้อมูล  ดังนี้

  • กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
  • ข้อมูลส่วนตัวของผู้เอาประกันภัย เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
  • หมายเลขกรมธรรม์
  • เลขที่ใบบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ (ถ้ามี)

การเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมก่อนแจ้งเคลม  จะช่วยให้กระบวนการเคลมประกันภัย เป็นไปอย่างรวดเร็ว  และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

3 ประเภท "การเคลมประกันรถยนต์" ที่ควรรู้ 

 

ไดเร็ค เอเชีย โปรโมชัน

 

การเคลมประกันรถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้  โดยพิจารณาจากลักษณะของอุบัติเหตุ  ภัยที่เกิดขึ้น  และระยะเวลาในการแจ้งเคลม  ซึ่งการเข้าใจประเภทของการเคลม จะช่วยให้ผู้เอาประกันภัย สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง  และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ

เคลมประกันรถยนต์แบบสด (Fresh Claim): คู่มือสำหรับมือใหม่ 

"เคลมสด" คือ การแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ ณ จุดเกิดเหตุ  ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ  ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม  โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย  เพื่อให้เดินทางมาประเมินความเสียหาย และดำเนินการออกใบเคลมให้ ณ สถานที่เกิดเหตุ  ซึ่งใบเคลมนี้จะมีอายุ 1 ปี

ประเภทของการเคลมสด

  • แบบมีคู่กรณี: เกิดจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถคันอื่น เช่น การเฉี่ยวชน การปะทะ การถูกชนแล้วหนี
  • แบบไม่มีคู่กรณี: เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการชนกับรถคันอื่น เช่น รถเสียหลักชนต้นไม้ รถตกข้างทาง รถชนสิ่งกีดขวาง ไฟไหม้รถยนต์ หรือภัยธรรมชาติ

ขั้นตอนการเคลมแบบสด

  1. ตั้งสติ: เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ ตรวจสอบความปลอดภัยของตนเองและผู้โดยสาร
  2. บันทึกหลักฐาน: ถ่ายภาพหรือวิดีโอ ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน โดยควรบันทึกภาพ เช่น ตำแหน่งรถยนต์ ความเสียหายของรถ ร่องรอยบนพื้นถนน ป้ายทะเบียนรถคู่กรณี (ถ้ามี)
  3. ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ: หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือหน่วยกู้ชีพ เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด
  4. ติดต่อบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งบริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี) และรายละเอียดกรมธรรม์ เพื่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ
  5. รอเจ้าหน้าที่: เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยมาถึง จะดำเนินการตรวจสอบความเสียหาย ประเมินราคา และออกใบเคลมให้

เอกสารที่ใช้ในการเคลม

  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • ใบอนุญาตขับขี่
  • สมุดทะเบียนรถยนต์
  • กรมธรรม์ประกันภัย
  • ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย)

ข้อดีของการเคลมสด

  • เจ้าหน้าที่ประกันภัยจะได้เห็นสภาพเหตุการณ์จริง ซึ่งช่วยให้การพิจารณาเคลมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และยุติธรรม
  • ลดความยุ่งยากในการรวบรวมหลักฐาน และติดต่อประสานงาน
  • ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ณ จุดเกิดเหตุ

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • อย่าเคลื่อนย้ายรถยนต์ เว้นแต่มีความจำเป็น เช่น กีดขวางการจราจร หรือเพื่อความปลอดภัย
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
  • หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยได้ทันที

เคลมประกันรถยนต์แบบแห้ง (Dry Claim): ทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว 

"เคลมแห้ง" คือ การแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุไปแล้วระยะหนึ่ง  โดยส่วนใหญ่  จะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย  ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  และความเสียหายไม่รุนแรง  ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถนำรถเข้าซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการ  แล้วจึงแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยในภายหลังได้

ลักษณะของอุบัติเหตุที่มักเคลมแบบแห้ง

  • มีคู่กรณี: เช่น เฉี่ยวชนกับรถคันอื่น แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ และตกลงกันได้
  • ไม่มีคู่กรณี: เช่น ขับรถไปเฉี่ยวชนกับสิ่งกีดขวาง รถเสียหลักเล็กน้อย

ขั้นตอนการเคลมแบบแห้ง

  1. ตรวจสอบความเสียหาย: สำรวจความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของเหตุการณ์
  2. แจ้งบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดความเสียหาย วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของอุบัติเหตุ และข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี)
  3. แจ้งข้อมูลกรมธรรม์: แจ้งหมายเลขกรมธรรม์ และข้อมูลส่วนตัวของผู้เอาประกันภัย
  4. นัดหมายเข้าซ่อม: ระบุวันเวลา และสถานที่ ที่ต้องการนำรถเข้าซ่อม (อู่ในเครือ หรือศูนย์บริการ)
  5. นำรถเข้าซ่อม: นำรถยนต์เข้าซ่อม ณ อู่หรือศูนย์บริการที่ได้นัดหมายไว้ พร้อมยื่นเอกสารประกอบการเคลม

เอกสารที่ใช้ในการเคลม

เอกสารที่ใช้ในการเคลมแบบแห้ง  จะเหมือนกับการเคลมแบบสด  ได้แก่

  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • ใบอนุญาตขับขี่
  • สมุดทะเบียนรถยนต์
  • กรมธรรม์ประกันภัย
  • ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย หรืออู่ซ่อมรถ

ข้อดีของการเคลมแบบแห้ง

  • สะดวก รวดเร็ว: ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย ณ จุดเกิดเหตุ
  • ประหยัดเวลา: สามารถนำรถเข้าซ่อมได้ทันที
  • เหมาะกับอุบัติเหตุเล็กน้อย: ที่ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ณ จุดเกิดเหตุ

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ถ่ายภาพความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการเคลม
  • แจ้งบริษัทประกันภัยก่อนนำรถเข้าซ่อม เพื่อยืนยันสิทธิ์ และขั้นตอนการเคลม
  • เลือกอู่ซ่อมรถยนต์ในเครือบริษัทประกันภัย เพื่อความสะดวก และไม่ต้องสำรองจ่าย

เคลมประกันรถยนต์ กรณีรถยนต์เสียหายหนัก ทางเลือกและขั้นตอนการดำเนินการ 

อุบัติเหตุรุนแรงที่ทำให้รถยนต์เสียหายทั้งคัน หรือเสียหายโดยสิ้นเชิง  เป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน  และสร้างความกังวลใจให้กับเจ้าของรถ  แต่หากท่านมีประกันภัยรถยนต์  ก็จะช่วยบรรเทาความเสียหาย  และลดภาระค่าใช้จ่ายได้

การพิจารณาความเสียหาย

บริษัทประกันภัย จะประเมินความเสียหายของรถยนต์  โดยพิจารณาจาก

  • ความเสียหายโดยสิ้นเชิง: หากความเสียหายสูงกว่า 70% ของทุนประกัน จะถือว่าเป็นความเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งท่านจะไม่สามารถนำรถยนต์กลับมาใช้งานได้อีก
  • ความเสียหายบางส่วน: หากความเสียหายน้อยกว่า 70% ของทุนประกัน จะถือว่าเป็นความเสียหายบางส่วน ซึ่งท่านสามารถนำรถยนต์เข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมได้

ทางเลือกเมื่อรถยนต์เสียหายโดยสิ้นเชิง

โอนซากรถ  ท่านสามารถเลือกโอนซากรถให้กับบริษัทประกันภัย  เพื่อรับเงินชดเชยตามทุนประกันภัย ณ ขณะที่ทำประกัน  โดยบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 80% ของราคาตลาด  และกรมธรรม์จะสิ้นสุดความคุ้มครองทันที

ตัวอย่าง: ทุนประกัน 1,000,000 บาท บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยไม่น้อยกว่า 800,000 บาท

ไม่โอนซากรถ:  ท่านสามารถเลือกที่จะไม่โอนซากรถให้กับบริษัทประกันภัย  โดยบริษัทประกันภัยจะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้  65-70% ของทุนประกันภัย ณ ขณะที่ทำประกัน  แต่ไม่น้อยกว่า 80% ของราคาตลาด

ตัวอย่าง: ทุนประกัน 1,000,000 บาท วงเงินคุ้มครอง 800,000 บาท บริษัทประกันภัยจะพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนประมาณ 520,000 - 560,000 บาท

ทางเลือกเมื่อรถยนต์เสียหายบางส่วน

บริษัทประกันภัยจะเสนอทางเลือกให้ท่าน  เช่น

  • ซ่อมรถ: นำรถยนต์เข้าซ่อมที่อู่ซ่อมรถยนต์ในเครือ หรือศูนย์บริการ เพื่อให้รถยนต์กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับเดิมมากที่สุด
  • เปลี่ยนรถยนต์มือสอง: เปลี่ยนเป็นรถยนต์มือสองที่มีสภาพเดียวกับก่อนเกิดเหตุ
  • รับเงินชดเชย: รับเงินสดเป็นค่าชดเชยแทนการซ่อม

ทั้งนี้  ทางเลือกที่ท่านจะได้รับ  จะขึ้นอยู่กับลักษณะของกรมธรรม์ และเงื่อนไขที่ระบุไว้

ขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์ กรณีรถยนต์เสียหายหนัก

ขั้นตอนการเคลม  จะคล้ายกับการเคลมแบบสด  ดังนี้

  • ตรวจสอบความเสียหาย: สำรวจความเสียหายของรถยนต์ และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เช่น วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของเหตุการณ์ รวมถึงจดจำหรือบันทึกหมายเลขทะเบียนรถคู่กรณี (ถ้ามี)
  • ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ: หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือหน่วยกู้ชีพ เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็วที่สุด
  • แจ้งบริษัทประกันภัย: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลคู่กรณี (ถ้ามี) และรายละเอียดกรมธรรม์ เพื่อประสานงานให้เจ้าหน้าที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ หรือแจ้งความประสงค์ในการเคลม
  • รอเจ้าหน้าที่: เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย จะดำเนินการตรวจสอบความเสียหาย ประเมินราคา และออกใบเคลมให้ หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเคลม

เอกสารที่ใช้ในการเคลม

  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • ใบอนุญาตขับขี่
  • สมุดทะเบียนรถยนต์
  • กรมธรรม์ประกันภัย
  • ใบเคลม (ออกโดยเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย หรืออู่ซ่อมรถ)

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ตั้งสติ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย
  • ถ่ายภาพหรือวิดีโอ เพื่อบันทึกเหตุการณ์และความเสียหาย
  • ศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจ
  • หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยได้

ระยะเวลาการจ่ายเงินเคลมประกันรถยนต์: รับเงินชดเชยเมื่อไหร่? 

การเคลมประกันรถจะใช้ระยะเวลาที่จะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน 7-15 วัน

หลังจากเกิดอุบัติเหตุ  และดำเนินการเคลมประกันภัยรถยนต์แล้ว  คำถามที่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่มักสงสัย คือ  "เมื่อไหร่จะได้รับเงินชดเชย?"

ระยะเวลาในการจ่ายเงินเคลมประกันรถยนต์  ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  เช่น  ประเภทของการเคลม  ความซับซ้อนของคดี  ความครบถ้วนของเอกสาร  และขั้นตอนการพิจารณาของบริษัทประกันภัย

ระยะเวลาโดยทั่วไป

โดยทั่วไป  บริษัทประกันภัยจะใช้ระยะเวลาในการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

ประกันภัยภาคสมัครใจ: ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารการเคลมที่ถูกต้องและครบถ้วน และได้มีการเจรจายุติค่าสินไหมทดแทนแล้ว

ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารการเคลมที่ถูกต้องและครบถ้วน และได้มีการเจรจายุติค่าสินไหมทดแทนแล้ว

ปัจจัยที่อาจทำให้การจ่ายเงินล่าช้า

  • เอกสารไม่ครบถ้วน: หากเอกสารประกอบการเคลมไม่ครบถ้วน หรือไม่ถูกต้อง บริษัทประกันภัยอาจต้องติดต่อขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การพิจารณาและจ่ายเงินล่าช้าออกไป
  • คดีมีความซับซ้อน: เช่น กรณีมีผู้บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต อาจต้องใช้เวลาในการสอบสวน และพิจารณาความรับผิด
  • การประเมินความเสียหาย: หากรถยนต์ได้รับความเสียหายหนัก อาจต้องใช้เวลาในการประเมินความเสียหาย และพิจารณาค่าซ่อม
  • ข้อพิพาท: หากมีข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย อาจต้องใช้เวลาในการเจรจา หรือดำเนินการทางกฎหมาย

คำแนะนำ

  • เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน: ก่อนยื่นเอกสาร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารครบถ้วน และถูกต้อง
  • ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และครบถ้วน แก่บริษัทประกันภัย
  • ติดตามสถานะ: สอบถาม และติดตามสถานะการเคลมกับบริษัทประกันภัยเป็นระยะ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำ สามารถปรึกษานายหน้าประกันภัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

รู้ไว้ก่อนเคลม! กรณีที่ "ประกันรถยนต์" ไม่คุ้มครอง 

แม้ว่าประกันรถยนต์ จะให้ความคุ้มครองครอบคลุม  แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการ ที่บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดชอบ  ซึ่งผู้เอาประกันภัยควรศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจ  เพื่อป้องกันปัญหา  และความผิดหวัง  หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

กรณีที่ประกันรถยนต์ไม่รับเคลม

  1. ใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมาย: เช่น ขนยาเสพติด ขนอาวุธเถื่อน ใช้รถยนต์ในการปล้นทรัพย์ หรือขับรถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่
  2. ใช้รถยนต์แข่งขัน: ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในสนามที่ถูกกฎหมาย หรือนอกสนาม
  3. ขับขี่รถยนต์นอกอาณาเขต: เช่น ขับรถยนต์ออกนอกประเทศไทย โดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์
  4. ขับขี่รถยนต์ขณะมึนเมา: มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
  5. ไม่มีใบอนุญาตขับขี่: หรือใช้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ มาขับขี่รถยนต์
  6. ความเสียหายจากวัตถุปรมาณู: เช่น การระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์
  7. เหตุการณ์ความไม่สงบ: เช่น ภาวะสงคราม การปฏิวัติ การก่อการร้าย ที่ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายจากกระสุน หรือระเบิด
  8. ใช้รถยนต์ผิดประเภท: เช่น นำรถยนต์ส่วนบุคคล ไปใช้รับจ้าง หรือขนส่งสินค้า
  9. ความเสียหายจากการลากจูง: เช่น นำรถยนต์ที่เสีย ไปลากจูงเข้าอู่ แล้วเกิดความเสียหายเพิ่มเติมระหว่างลากจูง

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเคลมประกันรถยนต์ 

  • ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์: ทำความเข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และขั้นตอนการเคลม
  • รวบรวมหลักฐาน: บันทึกภาพ วิดีโอ และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ
  • แจ้งบริษัทประกันภัย: แจ้งเหตุการณ์ และรายละเอียดต่างๆ ให้กับบริษัทประกันภัยโดยเร็วที่สุด
  • ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และครบถ้วน แก่บริษัทประกันภัย
  • เลือกบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือ: พิจารณาเลือกบริษัทประกันภัยที่ติดต่อได้ง่าย มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

การเตรียมความพร้อม  และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์  จะช่วยให้ท่านสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง  และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์

มองหาประกันรถยนต์ที่เคลมง่าย คุ้มครองครอบคลุม? DirectAsia คือคำตอบ! 

DirectAsia  พร้อมดูแลคุณด้วยประกันรถยนต์ที่หลากหลาย  ตอบโจทย์ทุกความต้องการ  พร้อมให้บริการที่สะดวก  รวดเร็ว  และเชื่อถือได้

ทำไมต้องเลือกประกันรถยนต์กับ DirectAsia?

  • เคลมง่าย: DirectAsia มีขั้นตอนการเคลมที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
  • คุ้มครองครอบคลุม: เลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการ ตั้งแต่ประกันภัยชั้น 1 ถึงประกันภัยชั้น 3+
  • อู่ในเครือคุณภาพ: มีอู่ในเครือที่ได้มาตรฐาน มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการรถยก บริการเติมน้ำมัน บริการซ่อมรถฉุกเฉิน
  • ผ่อนชำระ 0%: ผ่อนชำระเบี้ยประกันสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้

ประกันรถยนต์แนะนำจาก DirectAsia

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมทุกความเสียหาย ทั้งรถยนต์ ตัวผู้ขับขี่ และคู่กรณี พร้อมอู่ในเครือคุณภาพ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+: คุ้มครองรถหาย ไฟไหม้ และความเสียหายต่อตัวรถยนต์และคู่กรณี พร้อมวงเงินคุ้มครองสูงสุด 2 เท่าของทุนประกัน และไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+: คุ้มครองความเสียหายต่อคู่กรณี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และรับประกันความพึงพอใจ

สนใจประกันรถยนต์จาก DirectAsia?

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ  โทร. 02-767-7777  หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คลิก https://www.directasia.co.th/