ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร

อยากซื้อประกันภัยรถยนต์ แต่ยังไม่มีความรู้ว่าประกันรถยนต์มีกี่ประเภท ควรเลือกยังไง ต้องอ่านบทความนี้! เพราะวันนี้ ไดเร็ค เอเชีย ได้รวบรวมทุกข้อมูลเกี่ยวกับประเภทประกันรถยนต์มาให้แล้ว มีแบบไหนบ้าง มาดูกัน!
ซึ่งก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาบทความ ต้องขอเกริ่นก่อนว่า ประกันภัยรถยนต์ คือ การทำสัญญาระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกันภัย เพื่อรับการคุ้มครองทางการเงินเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ทำให้รถยนต์เกิดความเสียหายหรือสูญหาย ดังนั้น การทำประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้รถยนต์ทุกคันต้องมีประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกด้วย
ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร?
ประกันภัยรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ทั้งสองประเภทมีความคุ้มครองและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1. การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) (Compulsory Motor Insurance)
เป็นประกันภัยที่บังคับตามกฎหมายในประเทศไทยทุกครั้งที่ลงทะเบียนรถยนต์ใหม่หรือต่อภาษีรถยนต์ มักคุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลภายนอก (Third Party Liability) เท่านั้น ไม่รวมถึงความเสียหายของรถยนต์ของคุณเอง ซึ่งประกันภัยรถยนต์ พ.ร.บ.ช่วยป้องกันความรับผิดตามกฎหมายที่เกิดจากการใช้งานรถยนต์ เช่น การชนกับรถอื่นหรือบุคคลภายนอก และการส่งเสริมความปลอดภัยในการขับขี่
2. การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (Voluntary Insurance)
เป็นประกันภัยเพิ่มเติมที่คุณสามารถเลือกที่จะเพิ่มความคุ้มครอง นอกเหนือจากความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ พ.ร.บ. เช่น ความเสียหายของรถยนต์ของคุณเองจากการชนกับสิ่งของ หรือการป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม พายุ และอื่น ๆ
ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจมีกี่ประเภท แบบไหนบ้าง?
การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ คือ ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2+, ประกันรถยนต์ชั้น 3+, ประกันรถยนต์ชั้น 2 และประกันรถยนต์ชั้น 3 ซึ่งประกันรถยนต์แต่ละประเภทก็มีความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ประกันรถยนต์ชั้น 1
หรือที่มักเรียกกันว่า "ประกันชั้น 1" เป็นประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองครบถ้วนที่สุด เมื่อเทียบกับประกันรถยนต์ประเภทอื่น ๆ
- ข้อดี: ให้การคุ้มครองครอบคลุมที่สุด ทั้งตัวรถยนต์ของผู้เอาประกันและบุคคลที่สาม รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ การสูญหาย และไฟไหม้ นอกจากนี้ยังสามารถเคลมได้ไม่ว่าจะเป็นการชนแบบมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี
- ข้อเสีย: ค่าเบี้ยประกันแพงที่สุดเมื่อเทียบกับประเภทอื่น ๆ
- เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด และผู้ที่ใช้รถใหม่หรือรถที่มีมูลค่าสูง
2. ประกันรถยนต์ชั้น 2+
เป็นประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่าประกันชั้น 3 แต่ยังน้อยกว่าประกันชั้น 1 โดยเน้นความคุ้มครองกรณีรถหายและไฟไหม้ และยังคุ้มครองกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการชนกับยานพาหนะทางบก ด้วย
- ข้อดี: คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์กรณีถูกชน (แบบมีคู่กรณี) รวมถึงการสูญหายและไฟไหม้, ค่าเบี้ยประกันถูกกว่าประกันชั้น 1
- ข้อเสีย: ไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ใช่การชนกับยานพาหนะทางบก เช่น ชนสิ่งกีดขวาง ถูกชนแล้วหนี
- เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมแต่ไม่ต้องการจ่ายเบี้ยประกันที่สูงมาก หรือใช้รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานานหรือมีมูลค่าไม่สูงมาก
3. ประกันรถยนต์ชั้น 3+
เป็นประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่าประกันชั้น 3 แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงระดับของประกันชั้น 2+ หรือชั้น 1 โดยปกติแล้วประกันรถยนต์ประเภท 3+ จะคุ้มครองความเสียหายของคู่กรณี และยังคุ้มครองรถที่ทำประกันกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการชนกับยานพาหนะทางบก ด้วย
- ข้อดี: คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์กรณีถูกชน (แบบมีคู่กรณี) และความเสียหายต่อบุคคลที่สาม และค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบ 2+
- ข้อเสีย: ไม่คุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้ และไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์กรณีไม่มีคู่กรณี
- เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกันและขับขี่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ
4. ประกันรถยนต์ชั้น 2
เป็นประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองระดับพื้นฐาน โดยมักจะครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการสูญหายหรือไฟไหม้ และยังคุ้มครองความเสียหายของคู่กรณีด้วย ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะจ่ายน้อยกว่าประกันชั้น 1 และ 2+
- ข้อดี: คุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้ อีกทั้งค่าเบี้ยประกันถูกกว่าแบบ 1 และ 2+
- ข้อเสีย: ไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์กรณีถูกชน (ทั้งแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี)
- เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้แต่ไม่ต้องการจ่ายค่าเบี้ยประกันสูง
5. ประกันรถยนต์ชั้น 3
เป็นประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองระดับพื้นฐาน โดยมักจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น
- ข้อดี: ให้การคุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลที่สาม (คู่กรณี) และมีค่าเบี้ยประกันถูกที่สุด
- ข้อเสีย: ไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์ตัวเอง อีกทั้งยังไม่คุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้
- เหมาะกับใคร: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกันและมีความมั่นใจในการขับขี่ หรือใช้รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานานหรือมีมูลค่าไม่สูง
วิธีการเลือกประกันภัยให้เหมาะสม
ซึ่งการเลือกประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะสมกับตัวเองนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ซึ่งเราสามารถเลือกประกันภัยชั้นที่เหมาะสมกับตัวเองได้จากการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
1. วิเคราะห์ความเสี่ยง
ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่คุณอาจเผชิญ เช่น ประวัติการขับขี่ของคุณ ประเภทของรถยนต์ และเส้นทางการขับขี่ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและประเภทของความคุ้มครองที่คุณต้องการ
2. เปรียบเทียบราคาและความคุ้มครอง
เปรียบเทียบราคาและความคุ้มครองของประกันภัยจากบริษัทต่าง ๆ เพื่อหาแพ็คเกจที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ
3. อ่านข้อยกเว้นและเงื่อนไข
อ่านและเข้าใจข้อยกเว้นและเงื่อนไขในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความคุ้มครองและข้อจำกัดของประกันภัย
4. ตรวจสอบบริษัทประกัน
ศึกษาเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยว่ามีความเชื่อถือได้และประสบการณ์การให้บริการอย่างไร โดยการอ่านรีวิวและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ใช้จริง
5. ความสะดวกสบายในการเคลม
ศึกษาขั้นตอนและความสะดวกในการเคลมของบริษัทประกันภัย เช่น ช่องทางการเรียกร้องเงินเคลม และเวลาที่ใช้ในการประมวลผลเคลม
6. ดูความเสี่ยงที่ไม่คุ้มครอง
พิจารณาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ไม่คุ้มครองในการเลือกประกันภัย ซึ่งบางครั้งการคุ้มครองบางอย่างก็ไม่จำเป็น หากเรามีความเสี่ยงต่ำหรือใช้งานรถยนต์น้อย
ซึ่งการเลือกประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะสมกับเรานั้นไม่ได้มีคำตอบที่แน่นอน แต่ควรพิจารณาตามความเหมาะสมและความต้องการของตัวคุณเอง
เทคนิคการทำประกันรถยนต์ให้จ่ายเบี้ยประกันภัยได้อย่างคุ้มค่า
ใคร ๆ ก็อยากจะจ่ายเบี้ยประกันภัยที่คุ้มค่า ประหยัดเงินในกระเป๋าไปพร้อม ๆ กับการคุ้มครองที่ดีที่สุด ซึ่งการทำประกันรถยนต์ให้จ่ายเบี้ยประกันภัยได้อย่างคุ้มค่าสามารถทำได้โดยใช้เทคนิคต่อไปนี้
1. มีประวัติการเคลมดี
การมีประวัติการเคลมดีหมายถึงการไม่มีหรือมีการเคลมน้อยครั้งในระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทประกันภัยจะมองว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำและอาจให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน
2. ติดกล้องหน้ารถยนต์
การติดกล้องหน้ารถยนต์ช่วยให้มีหลักฐานชัดเจนในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจให้ส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ที่ติดตั้งกล้องหน้ารถ
3. สถานที่การซ่อมบำรุง
ให้เลือกสถานที่ซ่อมบำรุงที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทประกันภัย เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้การเคลมเป็นไปอย่างราบรื่น
4. ระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรณีที่มีคนขับไม่เกิน 2 คน
การระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรณีที่มีคนขับไม่เกิน 2 คนสามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้ เนื่องจากบริษัทประกันภัยสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้
5. กำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)
หรือการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้ เนื่องจากคุณได้แบ่งเบาภาระความเสี่ยงบางส่วนให้กับบริษัทประกันภัยเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่อาจจะสามารถช่วยให้คุณได้เบี้ยประกันภัยที่มีราคาคุ้มค่ามากที่สุด อย่างเช่น
6. เปรียบเทียบราคา
ทำการเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์จากบริษัทประกันภัยหลายแห่งเพื่อหาแพ็คเกจที่มีราคาที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับความต้องการของคุณ
7. รักษาประวัติการขับขี่
การรักษาประวัติการขับขี่ที่ดีโดยไม่มีการละเมิดกฎจราจรหรืออุบัติเหตุสามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันภัยได้
8. ปรับลดความเสี่ยง
การปรับลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การจอดรถในที่ที่ปลอดภัย หรือการป้องกันการโจรกรรม เป็นต้น
9. รักษาประวัติการชำระเบี้ยประกัน
การชำระเบี้ยประกันภัยตรงเวลาและไม่มีประวัติการชำระที่ไม่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายเบี้ยประกันที่สูงขึ้นในอนาคต
10. ศึกษาส่วนลดและโปรโมชั่น
ตรวจสอบส่วนลดและโปรโมชั่นที่บริษัทประกันภัยเสนอ เช่น ส่วนลดสำหรับการมีประวัติการขับขี่ที่ดี หรือส่วนลดสำหรับการจ่ายเบี้ยประกันภัยที่รวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่ง Direct Asia ก็มีโปรโมชั่นและส่วนลดมากมาย
11. เลือกประเภทของประกันที่เหมาะสม
เลือกประเภทของประกันที่ตรงกับความต้องการของคุณ และไม่มีความคุ้มครองที่ไม่จำเป็นที่อาจเพิ่มค่าเบี้ยประกันภัยขึ้นในที่สุด
ทั้งนี้ การเลือกทำประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และลดความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น การเข้าใจประเภทของประกันภัยรถยนต์และความคุ้มครองที่แต่ละประเภทเสนอเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้คุณสามารถเลือกประกันที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมใช้เทคนิคในการทำประกันเพื่อช่วยลดค่าเบี้ยประกันให้คุ้มค่า คุ้มราคาขึ้น สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันภัยรถยนต์ทั้งชั้น 1, 2+, 2, 3+, 3 ที่เคลมได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีเบี้ยประกันที่คุ้มค่า แถมยังสามารถเลือกปรับแต่งความคุ้มครองได้ตามต้องการ ก็อย่าลืมเลือกประกันจาก ไดเร็ค เอเชีย ซึ่งมีโปรโมชันที่ช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม
สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.directasia.co.th/ หรือโทร. 02-767-7777